Skip to content

4 ตุลาคม 2013

Why not Aim Star ? (Part 2)

by admin

หากเปรียบเทียบการจะปีนยอดเขาสูง ของนักปีนเขา สู่ยอดเขาลูกใหม่ที่สูงกว่า เขาคนนั้นก็จำเป็นต้องลงจากเขาลูกเดิมก่อนฉันใด การจะปีนสู่จุดสูงสุดในธุรกิจใหม่ ก็จำเป็นต้องเริ่มต้นทำงานพื้นฐาน (ground work) ไม่สามารถจะกระโดด หรือบินข้ามไปได้ ฉันนั้น

  ผลงานในธุจกิจซัคเซสมอร์ (Success More) เดือนแรกของผม จบไปด้วยรายได้ เกือบ 20,000 บาท ในตำแหน่งที่เล็กที่สุด คือ Bronze (ไม่มีสตาร์ ตามหลังนะจ๊ะ ฮ่าๆๆๆ)

กลับมาต่อในเรื่องราวที่มีแฟนๆติดตามกันอยู่ในขณะนี้ คือ “Why not Aim Star” ทำไมเอมสตาร์ถึงไปต่อไม่ได้ และในฐานะนักธุรกิจ เราก็ไม่ควรทู่ซี้ไปต่อด้วย ก็เพราะ

1) ผู้บริหารไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธได้ทันตลาด ดังจะเห็นได้จากเรื่องง่ายๆต่างๆ เช่น ว็บไซด์ที่ล้าสมัย ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่การค้นพบอินเตอร์เน็ท (อันนี้ผมเติมเอง เพื่อให้รู้สึกว่า มันนานจริง), ลักษณะ conservative service center ที่ลูกค้าเดินเข้ามา ก็จะงงทันที ว่ากรูต้องซื้อน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวยังไงวะเนี่ย ชาวบ้านเค้าไปถึงไหนกันแล้ว เค้าเป็น shop, pick and pay หรือ supermarket กันหมดแล้ว เป็นต้น

2) สินค้าไม่เกิดการซื้อซ้ำได้จริง เพราะนอกจากจะซื้อไม่สะดวกแล้ว ยังมีราคาที่ตั้งไว้สูงโอเว่อร์ เช่น Body Soft ราคา 300-400 บาทต่อขวด ตอนทำธุรกิจได้เงิน ก็ยังซื้ออยู่หรอก แต่พอเลิกไปแล้วแทบจะทุกคน ไม่เคยหันกลับมาใช้อีกเลย

3) โปรโมชั่นการลดราคาสินค้า เอาใจผู้บริโภค แต่นักธุรกิจตาย! เพราะสินค้ามาลด แต่ไม่ให้ PV, ได้ออเดอร์กันเพียบเลย ต้องวิ่งเบิกของเก็บตังค์ ส่งของ แต่นักธุรกิจไม่ได้เงินซักบาท, ดีหน่อยก็ล่าสุดที่ให้พีวี จาก 1:3 เป็น 1:10 ซื้อน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวแพค 3,000 บาท ได้ 300 PV, ผลก็คือ เดือนต่อมายอดร่วงกันเป็นแถว เพราะลูกค้าซื้อเก็บกันยาว และติดนิสัยไม่ซื้อราคาปกติกันแล้วด้วย

4) นักธุรกิจต้องลงทุนทำเซนเตอร์ หรือ สถานที่ฝึกอบรมเอง หมดเงินกันไปเป็นแสนเป็นล้าน ตอนยอดธุรกิจขึ้นก็ยอมจ่ายค่าเช่า ค่าลงขันกัน แต่ตอนธุรกิจตก เกิดภาระ fix cost ต่อเนื่อง เงินที่ได้มาจากโบนัสก็แทบไม่พอเหลือกิน ไม่ต้องพูดถึงเหลือเก็บ ทำให้หลายคนเลิกออกไปอย่างรวดเร็ว เหมือนใบไม้ร่วงที่มันไม่สามารถลอยขึ้นมาเกาะกิ่งไม้ใหม่อีกได้

5) สินค้าที่โดดเด่น คือ น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรที่เป็นนวัตกรรมใหม่จริงๆ ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้ธุรกิจโตได้เลย และพอเกิดจาก dumping จากกลุ่มชนบางกลุ่ม จากนั้นก็เรียบร้อย นักธุรกิจหลุดร่วงกันไปอีกชุดนึง

6) แผนการตลาด หรือ การจ่ายผลตอบแทน มีเม็ดเงินที่ไม่จ่ายออกเยอะมาก เช่น รายได้ทีมแข็งทีมอ่อน ที่ต้องจ่าย 792,000 บาท สูงสุดนั้น ผู้นำระดับไดมอนด์ขึ้นไป ได้รับกันสูงสุดแต่ 270,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น แม้ยอด PV จะสามารถรับรายได้มากกว่านั้น เพราะติดตรง Business Title ที่เอมสตาร์ใช้มาเป็นวิธีคุม cap, สุดท้ายผู้นำระดับสูงจะอยู่ไม่ค่อยได้ เพราะรายได้ไม่เพิ่ม แต่รายจ่ายจากการทำเซนเตอร์ ทำสื่อ ยังคงเท่าเดิม ก็ทำให้ผู้นำกลุ่มนี้เลิก และพาองค์กรเลิกไปด้วยมากมาย

7) แผนการตลาดห้ามเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนต้องดีขึ้น จ่ายมากขึ้น ง่ายขึ้น แต่เอมสตาร์มักทำสวนทาง

8) งาน The Winner ซึ่งเป็นงานรวมศูนย์ เมื่อก่อนจัดกันทุกเดือน ผู้นำต่างจังหวัดต้องขนคนมา หมดค่าเดินทาง ค่ากิน หรือที่พัก กันทุกเดือน, จะเห็นว่าพอมาถึงจุดที่ไปต่อไม่ไหวอีกแล้ว คนค่อยๆน้อยลง และเปลี่ยนจากจัดทุกเดือนมาเป็น 3 เดือนครั้ง สุดท้ายก็คงเลิกจัดไปในที่สุด เพราะจัดแล้วคนโล่ง Hall สู้ไม่จัดดีกว่า

9) มีการ cross line กันให้เพียบให้องค์กร มีหลายระบบ หลายกลุ่ม แต่วัฒนธรรมองค์กรอ่อนแอ ทุกคนพยายามชิงดีชิงเด่น อยากให้กลุ่มตัวเองโดดเด่น โด่งดัง แข่งทำระบบ ทำสื่อ สุดท้ายกลุ่มที่ระบบแข็งแรงก็จะอยู่ได้ กลุ่มที่ไม่แข็งแรง คนจะถูกดูดไปอยู่ในกลุ่มที่แข็งแรงกว่า เรียกว่า นอกจากจะต้องแข่งกับคู่แข่งภายนอกแล้ว ยังต้องแข่งกับคู่แข่งภายในด้วย

10) รอบประชุม เทรนนิ่ง เยอะมากๆ เลิกกันดึกโคตร บางส่วนมีปัญหาครอบครัวเพราะต้องเข้าประชุม จนต้องทำให้เลิกก็มี (ไม่เลิกกันกะสามีภรรยา ก็เลิกจากธุรกิจ) แล้วถ้าไม่เข้า ก็จะถูกตราหน้าว่าไม่เอาจริง ไม่ใช่ตัวจริง ไม่โฟกัส เหมือนโรคติดต่อ ก๊อปปี้กันไปหมด ผมก็ยังเป็นเลย ท้ายสุด hold องค์กรไว้ไม่อยู่

จัดเต็มให้ 10 ข้อ แต่ยังไม่หมดนะ มีต่อตอนที่ 3 ซึ่งเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวง ที่จะทำให้คนที่ยังอยู่ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงตอนนี้ จะลำบากมากๆๆๆ ในช่วงต้นปี 57 ไว้ติดตามตอนที่ 3 นะครับ ด้วยรักและหวังดี จาก อดีตไดมอนด์หนึ่ง พัสกร

 

Leave a comment

Note: HTML is allowed. Your email address will never be published.

Subscribe to comments

required
required